YLG เล็งเป้า! ทองคำสิ้นปีทะลุ 80,000 บาท คาด หากบาทอ่อน อาจเห็นหลักแสน!
YLG ชี้! ทองคำ ทะลุ 4,300 ดอลลาร์/ออนซ์ เล็งเป้าหมาย 78,000 บาท คาด หากบาทอ่อน อาจเห็น ทองคำ แตะ หลักแสน ขณะที่เงิน ความต้องการพุ่งต่อเนื่อง!
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลียน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ YLG กล่าวภายในงานสัมมนา “จับจังหวะลงทุน ทองก็รุ่ง หุ้นก็ปัง” ในหัวข้อ กระทิงทองพุ่งแรง หลักแสนรออยู่? ที่จัดขึ้นโดยวารสารการเงินธนาคาร ว่า ปัจจุบันราคาทองคำยังพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัปดาห์นี้ราคาทองโลกขึ้นไป300 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือทะลุ 4,300 ดอลลาร์/ออนซ์
โดยนางพวรรณ์ ได้ประเมินเป้าหมายระยะสั้น อยู่ที่ 4,435 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งหากคิดเป็นราคาทองไทย จะอยู่ที่บาททองคำละ 78,000 บาท และหากผ่านไปได้ จะมีโอกาสเห็นราคาทองขึ้นไปถึง 4,900 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทย ที่บาททองคำละกว่า 80,000 บาท ในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ตาม นางพวรรณ์ ระบุว่า การคิดราคาทองคำดัวกล่าว คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์ แต่หากในอนาคตอันใกล้หรือปีหน้า เงินบาทอ่อนขึ้น คนไทยอาจได้เห็นราคาทองคำแตะหลักแสนบาท
สำหรับปัจจัยหลัก ที่ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น นางพวรรณ์ ระบุว่า เกิดจากที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยลดลง 0.50% รวมถึงการเข้ามาแทรกแซงเฟด ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐด้วย
นอกจากนี้การที่ธนาคารกลางหลายแห่ง De-dollarization และเก็บทองคำปีละกว่า 1,000 ตัน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากซื้อ 400-500 ตัน/ปี ซึ่งในครึ่งปีแรก พบว่าแห่ซื้อไปแล้ว 475 ตัน และคาดว่าจะมียอดซื้ออย่างน้อยถึง 800 ตัน
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังน่าเป็นห่วง เห็นได้จากหนี้สหรัฐฯ พุ่งไปถึง 37 ล้านล้านดอลลาร์ และรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์หน่วยงานราชการมาแล้ว 2 สัปดาห์ รวมถึงปัญหาอัตราการว่างงานของประชาชนที่พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังต้องจับตาสงครามการค้ารอบใหม่ของจีนกับสหรัฐ ว่าหากการเจรจาของผู้นำจีนและสหรัฐไม่จบภายในวันที่ 31 ต.ค. 68 ก็อาจจะทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอีก
นอกจากนี้ความต้องการทองคำยังมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในประเทศหลัก เช่น จีน อินเดีย และประเทศในกลุ่ม BRICS ซึ่งความต้องการทั่วโลก ถือเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาทองคำให้พุ่งสูงขึ้น
"การที่ราคาทองคำพุ่ง ขึ้นอยู่กับดีมานด์และซัพพลาย เราเคยคาดการณ์ไว้ว่าแนวต้านจะไม่ผ่าน 4,000 แต่ตอนนี้มันผ่านไปแล้ว จากปัจจัยที่บอกมาไม่ว่าจะเป็น De-dollarization การคาดเดา การปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งความไม่มีเสถียรภาพของเฟด ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ซัพพอร์ตให้ราคาทองคำขึ้น"
ส่วนคำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ควรปรับตัว นางพวรรณ์ ได้แนะนำว่า ในระยะใกล้จนถึงกลาง เชื่อว่าราคาทองคำยังแข็งแกร่งมีโอกาสที่จะไปต่อ เพราะฉะนั้นนักลงทุนที่มีทองอยู่ และอยากทำกำไรตนเองแนะนำให้ขาย 20-25% เพื่อทำกำไรแล้วช้อนกลับ แต่นักลงทุนที่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนนั้น ถือว่าเป็นจังหวะใหญ่ที่จะสะสมได้
"ทุกครั้งที่ราคาย่อให้ทยอยเข้า เพราะยังไงแนวโน้มของราคาทองคำก็ยังมีโอกาสไปต่อค่อนข้างสูง“
นอกจากนี้ นางพวรรณ์ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ของราคาเงิน (silver) ด้วยว่า ราคาของเงินขณะนี้มีโอกาสที่จะพุ่งสูงขึ้นไปได้ดีกว่าทองคำ แต่ปัญหาการลงทุนเงินในไทย คือเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่ม 7% ซึ่งถ้าหากดูจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาของเงินขึ้นมาถึง 68% และหลังจากนี้มีโอกาสจะได้เห็นราคาอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์ ดังนั้นโอกาสที่จะไปต่อจึงมีค่อนข้างเยอะ
ส่วนมุมมองในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เงินจะมีความนิยมเทียบเท่ากับทองหรือไม่ นางพวรรณ์ ระบุว่า ตอนนี้ความนิยมของเงินค่อนข้างสูงมากและเงินค่อนข้างขาดตลาด จะเห็นได้จากปริมาณการขุดเงินจากทั่วโลกอยู่ที่ 1,000 ตัน ขณะที่ทองคำอยู่ที่ 3,000 ตัน ดังนั้นถ้าหากคนหันมาให้ความสนใจกับเงินมากยิ่งขึ้นส่งผลให้เงินมีโอกาสขาดตลาดค่อนข้างสูง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB